Header Ads

ในสมัยก่อน ยังไม่มีการผ่าตัด ถ้าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี คนสมัยก่อนเค้ารักษายังไง

ในยุคที่คุณปู่คุณย่ายังเด็กหรือย้อนไปไกลกว่านั้น การเจ็บป่วยด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีถือเป็นความทุกข์ทรมานที่แสนสาหัสมาก  เพราะในสมัยที่ยังไม่มีเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องหรือยาสลบที่ปลอดภัยเหมือนในปัจจุบัน การจะเปิดหน้าท้องเข้าไปตัดอวัยวะภายในออกถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงชีวิตแบบสุดๆ คนสมัยก่อนจึงต้องอาศัยการสังเกตอาการและรักษาไปตามมีตามเกิด โดยเน้นไปที่การประคับประคองเพื่อไม่ให้ก้อนนิ่วแผลงฤทธิ์จนปวดดิ้น ซึ่งหัวใจสำคัญของการรักษาก็คือการใช้ยาสมุนไพรไทยที่สืบทอดกันมาตามตำราโบราณเพื่อช่วยขับและละลายนิ่วในแบบที่ความรู้สมัยนั้นจะเอื้ออำนวย

ตำรับยาสมุนไพรไทยที่นิยมนำมาใช้กันมากมักจะเป็นพวกสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะและขับน้ำดี เช่น การนำรากลำเจียก แก่นสับปะรด หรือหญ้าหนวดแมวมาต้มดื่มน้ำ ซึ่งแม้ว่าในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันจะพบว่านิ่วในถุงน้ำดีละลายไม่ได้ง่ายๆ เหมือนนิ่วในทางเดินปัสสาวะ แต่คนโบราณเชื่อว่าการดื่มยาที่มีฤทธิ์ "กัด" หรือ "ละลาย" จะช่วยให้ก้อนนิ่วเล็กลงจนหลุดออกมาเองได้ตามธรรมชาติ หรืออย่างน้อยก็ช่วยลดการอักเสบภายในที่ทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นท้องได้บ้าง ทำให้คนไข้รู้สึกสบายตัวขึ้นหลังจากที่ต้องทนปวดแสบปวดร้อนมาเป็นเวลานาน

ในสมัยก่อน ยังไม่มีการผ่าตัด ถ้าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี คนสมัยก่อนเค้ารักษายังไง

นอกจากการกินยาแล้ว การควบคุมอาหารหรือ "การถือของแสลง" คือกฎเหล็กที่คนเป็นนิ่วสมัยก่อนต้องจำให้ขึ้นใจเลย เพราะเขาเริ่มสังเกตเห็นความสัมพันธ์ว่า หลังจากกินแกงกะทิข้นๆ เนื้อสัตว์ติดมัน หรือของทอดเข้าไป อาการปวดจะกำเริบหนักทันที เนื่องจากไขมันไปกระตุ้นให้ถุงน้ำดีต้องบีบตัวอย่างรุนแรงเพื่อส่งน้ำดีออกมาย่อยอาหาร และจังหวะนั้นเองที่ก้อนนิ่วจะไปอุดตันท่อน้ำดีจนทำให้คนไข้ปวดจนหน้าเขียวหน้าเหลือง การรักษาในสมัยนั้นจึงเป็นการปรับมาเลือกกินอาหารรสอ่อน เน้นผักและปลาที่ไม่มีไขมัน เพื่อประคองไม่ให้ถุงน้ำดีอักเสบซ้ำซ้อน

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ดีในยุคนั้นคือการประคบร้อนด้วยลูกประคบสมุนไพร หรือการใช้ก้อนอิฐผาไฟห่อผ้าหนาๆ นำมาวางนาบไว้ที่บริเวณใต้ชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นจุดที่ถุงน้ำดีวางตัวอยู่ ความร้อนจากสมุนไพรไทยอย่างไพล ขมิ้นชัน และผิวมะกรูด จะช่วยให้กล้ามเนื้อและท่อน้ำดีที่กำลังหดเกร็งตัวอย่างรุนแรงเกิดการผ่อนคลายลง บรรเทาอาการปวดจุกที่ร้าวไปถึงหลังได้บ้าง แม้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ได้ทำให้ก้อนนิ่วหายไปไหน แต่ในยุคที่ไม่มีแผ่นแปะแก้ปวดหรือยาแก้ปวดขั้นรุนแรง วิธีนี้ก็ถือเป็นที่พึ่งพาสุดท้ายที่ช่วยให้คนไข้ผ่านพ้นคืนที่แสนทรมานไปได้

สำหรับเรื่องความเชื่อและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน เมื่อความเจ็บปวดนั้นหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้และยาสมุนไพรเริ่มเอาไม่อยู่ การ "เป่าเสก" หรือการทำน้ำมนต์จากครูบาอาจารย์ที่มีวิชาอาคมก็ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ บางครั้งมีการใช้คาถาอาคมที่เชื่อว่าสามารถสะกดนิ่วหรือช่วยให้ก้อนนิ่วหลุดลอยออกไปได้ ซึ่งในทางจิตวิทยาแล้ว ความเชื่อเหล่านี้ช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดให้กับคนไข้ได้มาก เพราะเมื่อจิตใจสงบลง ระบบประสาทที่สั่งการความเจ็บปวดก็อาจจะทำงานลดลง ทำให้คนไข้รู้สึกว่าอาการทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์

อย่างไรก็ตาม หากโชคร้ายที่ก้อนนิ่วไปอุดตันจนถุงน้ำดีเกิดเน่าหรือติดเชื้อขึ้นมาจริงๆ คนสมัยก่อนมักจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากมาก เพราะอาการดีซ่านหรือตัวเหลืองตาเหลืองจะเริ่มตามมา พร้อมกับไข้สูงหนาวสั่น ซึ่งในยุคที่ยังไม่มีโหมดการผ่าตัดฉุกเฉินและไม่มียาปฏิชีวนะที่ทรงพลัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตลงในเวลาไม่นานจากการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือถุงน้ำดีแตกทะลุ ทำให้โรคนิ่วในถุงน้ำดีกลายเป็น "มัจจุราชเงียบ" ที่น่ากลัวและเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของอาการปวดท้องรุนแรงที่หาสาเหตุไม่ได้ในสมัยนั้น

เมื่อเรามองย้อนกลับไป จะเห็นว่าพวกเราในยุคนี้โชคดีมากที่วงการแพทย์พัฒนามาไกลจนโรคนิ่วในถุงน้ำดีไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอีกต่อไป การเปลี่ยนจากการรักษาด้วยสมุนไพรตามมีตามเกิดมาเป็นการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีที่แม่นยำ ช่วยลดความสูญเสียไปได้มหาศาลจริงๆ การเรียนรู้วิธีการรักษาของคนสมัยก่อนทำให้เราเห็นถึงภูมิปัญญาในการพยายามเอาชนะความเจ็บปวด และทำให้เรารู้จักที่จะดูแลสุขภาพด้วยการคุมอาหารไขมันสูงตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะไม่ต้องไปนอนปวดท้องเหมือนคนในอดีตที่ไม่มีทางเลือกในการรักษามากนัก

ในส่วนของบุคคลสำคัญระดับโลกชาวต่างชาตินั้น มีหลายท่านที่ต้องเผชิญกับโรคนิ่วในถุงน้ำดีอย่างแสนสาหัส ซึ่งในยุคนั้นการแพทย์ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำเท่าปัจจุบัน ทำให้หลายกรณีจบลงด้วยความสูญเสียหรือความเจ็บปวดเรื้อรังที่ส่งผลต่อการทำงานสำคัญระดับประเทศ

เริ่มที่กรณีของ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศส แม้บันทึกการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการจะระบุว่าเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร แต่ข้อมูลจากบันทึกสุขภาพในช่วงที่เขาถูกเนรเทศไปยังเกาะเซนต์เฮเลนา กลับมีรายละเอียดที่น่าสนใจมาก หมอประจำตัวในตอนนั้นบันทึกว่านโปเลียนมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่ชายโครงขวาอย่างรุนแรงร่วมกับอาการตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของโรคนิ่วในถุงน้ำดีที่เกิดการอุดตัน นักประวัติศาสตร์การแพทย์หลายท่านจึงสันนิษฐานว่าเขาอาจจะไม่ได้ตายเพราะมะเร็งเพียงอย่างเดียว แต่มีภาวะถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรังซ้ำเติมจนทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งอัจฉริยะก้องโลกอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ต้องทนทุกข์กับโรคนี้มานานหลายทศวรรษ ไอน์สไตน์มีประวัติอาการปวดท้องรุนแรงและปัญหาระบบย่อยอาหารมาตั้งแต่อายุยังไม่มาก ซึ่งผลการตรวจในภายหลังพบว่าเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีเรื้อรัง แม้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของเขาจะเกิดจากเส้นเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและแตก (Abdominal Aortic Aneurysm) แต่อาการป่วยจากถุงน้ำดีที่เรื้อรังมานานก็ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมและการควบคุมอาหารของเขาอย่างมาก ทำให้ในช่วงบั้นปลายชีวิตเขาต้องระมัดระวังเรื่องการกินเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้กระตุ้นอาการปวดขึ้นมาอีก

ข้ามมาที่ฝั่งผู้นำอังกฤษอย่าง แอนโธนี เอเดน (Anthony Eden) อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงวิกฤตการณ์คลองสุเอซ กรณีของเขาถือเป็นโศกนาฏกรรมทางการแพทย์ครั้งสำคัญเลย ในปี 1953 เขาเข้ารับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยวิธีเปิดหน้าท้องแบบดั้งเดิม แต่เกิดความผิดพลาดอย่างร้ายแรงเมื่อศัลยแพทย์เผลอไปตัดท่อน้ำดีหลัก (Common Bile Duct) ขาดโดยไม่ตั้งใจ ผลที่ตามมาคือเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับการติดเชื้อในกระแสเลือดซ้ำแล้วซ้ำเล่าและต้องรับการผ่าตัดแก้ไขอีกหลายครั้ง ซึ่งความเจ็บปวดและการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการนี้เอง ถูกวิจารณ์ว่าส่งผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาดในช่วงสงคราม จนทำให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่งในที่สุด

สำหรับศิลปินชื่อดังอย่าง กุสตาฟ มาห์เลอร์ (Gustav Mahler) คีตกวีชาวออสเตรียผู้ยิ่งใหญ่ ก็มีบันทึกว่าเขามีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและอาการปวดท้องอย่างรุนแรงที่สอดคล้องกับอาการของนิ่วในถุงน้ำดีเช่นกัน ในยุคนั้นยังไม่มีการผ่าตัดส่องกล้อง อาการเหล่านี้จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำงานดนตรีของเขา ทำให้เขามักจะมีอารมณ์แปรปรวนและเครียดง่ายจากความเจ็บปวดที่คอยรบกวนอยู่เสมอ จนกลายเป็นภาพจำของศิลปินผู้ทนทุกข์ที่สะท้อนออกมาผ่านผลงานซิมโฟนีอันหนักแน่นและเศร้าสร้อยของเขา

นอกจากนี้ยังมี ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ ที่แม้จะโด่งดังเรื่องการต่อสู้กับมะเร็งในปาก แต่ในช่วงชีวิตหนึ่งเขาก็ได้รับความทรมานจากอาการนิ่วในถุงน้ำดีเช่นกัน ในยุคนั้นการรักษายังจำกัดอยู่แค่การกินยาน้ำสมุนไพรและการแช่น้ำร้อนเพื่อบรรเทาปวด ฟรอยด์ต้องใช้ความอดทนอย่างสูงในการวิเคราะห์คนไข้ในขณะที่ตัวเองต้องเผชิญกับอาการจุกเสียดแน่นท้อง ซึ่งความเจ็บปวดทางกายเหล่านี้มีส่วนช่วยให้เขาเข้าใจลึกซึ้งถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "ความเจ็บปวดทางกาย" และ "สภาพจิตใจ" มากขึ้นไปอีก

กรณีของบุคคลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ในอดีตแม้จะมีชื่อเสียงหรืออำนาจล้นฟ้าเพียงใด แต่หากเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีขึ้นมา ก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทนกับความปวดหรือไม่ก็ต้องเสี่ยงดวงกับการผ่าตัดที่อันตรายมาก แตกต่างจากในปัจจุบันที่นวัตกรรมการแพทย์ช่วยให้เราจัดการกับนิ่วเม็ดเล็กๆ ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การได้เห็นความทุกข์ของคนดังในอดีตจึงช่วยให้เราตระหนักได้ว่า การเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยในยุคนี้คือพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ

ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.